A Brief History of CORDURA® ชวนรู้จักนวัตกรรมผ้าเปลี่ยนโลก

A Brief History of CORDURA® ชวนรู้จักนวัตกรรมผ้าเปลี่ยนโลก

 

 ‘Fabric’ หรือ ‘เนื้อผ้า’ คือรากฐานของแฟชั่น แต่ภายใต้ดีไซน์และสไตล์ที่หลากหลายมีพื้นฐานที่เรื่องราวของมันอาจจะถูกมองข้ามไป จากการใช้งานในกองทัพสู่เวทีแฟชั่นสุด Hype! วันนี้ Carnival จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ CORDURA® วัสดุผ้าระดับโลกที่เป็นที่เลื่องลือในด้านของความทนทาน แข็งแรง และการใช้งานที่หลากหลายมามากเกินครึ่งศตวรรษ!!

 

CORDURA® จากเเล็ปเคมีภัณฑ์สู่สมรภูมิ

 

 

 

 CORDURA® คือชื่อของนวัตกรรมในรูปแบบกลุ่มผ้าใยสังเคราะห์ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นเรื่องความทนทาน แข็งแกร่ง แต่คงความนุ่มสบายต่อสัมผัสเอาไว้อย่างครบถ้วนทำให้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย จึงถูกนำใช้งานโดยแบรนด์ชั้นนำทั่วโลกและแม้แต่กองทัพสหรัฐเองก็ใช้ผ้านี้ในเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์สำคัญต่างๆ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1929 บริษัทเคมีระดับโลกอย่าง E.I. du Pont de Nemours and Company หรือที่รู้จักกันในชื่อ DuPont ได้คิดค้นพัฒนาและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า CORDURA® ในปัจจุบันกลายเป็นของ INVISTA® ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเคมีภัณฑ์ (ก่อนหน้าเป็นที่รู้จักในชื่อ DuPont Textiles and Interiors ที่พัฒนามาจากแผนกวิจัยสิ่งทอของ Dupont) โดยทุกวันนี้เป็นบริษัทย่อยของ Koch Industries บริษัทเอกชนที่ใหญ่อันดับสองของสหรัฐอเมริกา

CORDURA® ถูกนำเสนอครั้งแรกในรูปแบบประเภทเดียวกับผ้า Rayon เนื่องจากในปี 1928 บริษัทยางต้องการเส้นใยของผ้า Rayon ที่ดีและแข็งแรงมากกว่า Cotton ที่ใช้ในการผลิตผ้ายางรถยนต์ในสมัยนั้น ทางทีมวิจัยของ Dupont จึงร่วมกันคิดค้นและพัฒนาและศึกษาทดลองเป็นเวลานาน จนในที่สุดก็เกิดมาเป็นเส้นใย Cordura 

CORDURA® ในช่วงยุค 30s นั้นเป็นลักษณะของผ้า Rayon ที่ทนทานเป็นพิเศษ แข็งแรงแต่ก็ยืดหยุ่นสูง สามารถทนทานแรงกระแทกและการหักงอได้อย่างดี ด้วยคุณสมบัติการคืนตัวที่ดีเยี่ยม ทำให้ยางรถที่ใช้งานผ้ายางแบบ Cordura มีขนาดที่กระทัดรัดมากขึ้น วิ่งได้ไกลขึ้นและยังรักษาอุณภูมิที่เหมาะสมได้ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 

ในขณะเดียวกันในปี 1938 Dupont ก็ประกาศเปิดตัวนวัตกรรมผ้า ‘Nylon’ สู่สายตาชาวโลกหลังจากผ่านกระบวนการศึกษาและวิจัยอันยาวนานมากกว่า 11 ปี โดย Wallace Carothers หัวหน้าทีม Organic Chemistry ของ Dupont ซึ่งเป็นหนึ่งในการค้นพบที่พลิกหน้าประวัติที่ศาสตร์ไปตลอดกาล ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 นวัตกรรมผ้ายาง CORDURA® Rayon ก็ถูกพัฒนาเพิ่มเติมไปไกลมากกว่าเดิม จนไปอยู่ในล้อยางของทหารอเมริกัน จนกระทั่งในปี 1966 วิวัฒนาการของเส้นใย Nylon ก็เริ่มพัฒนามาไกลมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดจน ชื่อของ CORDURA® ถูกย้ายไปใช้สำหรับสินค้าที่ผลิตจาก Nylon แทนนั่นเอง

 

จุดเริ่มต้นของ CORDURA® ในวงการแฟชั่น

 



 

 ในปี 1977 นักวิจัยได้ค้นพบวิธีการย้อมสีผ้า CORDURA® ได้เป็นครั้งแรก ด้วยตัวเลือกของสีสันที่ไม่จำกัด ทำให้นำไปอยู่บนผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย จึงเป็นการเปิดประตูสู่การค้าขายเชิงพานิชที่มีตัวเลือกให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ยุค 70s เป็นช่วงที่แบรนด์ Workwear ต่างๆหันมาเลือกใช้ CORDURA® กันมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติที่ทนทาน ยืดหยุ่น กันรอยขีดข่วนและฉีดขาด จึงเหมาะอย่างยิ่งในการผลิตเสื้อผ้าสำหรับทำงานในสไตล์ลุยๆ ไปจนถึงแบรนด์กระเป๋าสำหรับสายเดินทางอย่างเช่นแบรนด์ ไลฟ์สไตล์จากบอสตันอย่าง Eastpak® ที่บุกเบิกการใช้งานผ้า CORDURA® บนกระเป๋า ไปจนถึงแบรนด์กระเป๋ายอดนิยมขณะนั้นอย่าง Jansport®  ก็ทยอยนำ CORDURA® มาใช้กับดีไซน์กระเป๋าต่างๆของแบรนด์ 

จนในปี 1979 กว่า 40% ของกระเป๋าเดินทาง Soft Luggage ในตลาดล้วนใช้ผ้า CORDURA® ความสำเร็จของการแพร่หลายของ CORDURA® ในวงการกระเป๋าและแฟชั่น Workwear เริ่มส่งอิทธิพลที่ทำให้แบรนด์ชั้นนำต่างๆเริ่มที่จะหาวิธีนำนวัตกรรมผ้าลํ้ายุคนี้ มานำมาปรับใช้งานในแนวทางที่หลากหลายมากขึ้น

ต่อมาในยุค 80s ชื่อเสียงของนวัตกรรม CORDURA® เริ่มแพร่หลายมากขึ้น แบรนด์ชื่อดังจากนิวยอร์กอย่าง Manhattan Portage ก็กำเนิดขึ้นพร้อมๆกับการนำผ้าCORDURA® มาใช้งานเข้ากับ “New York Tough” คำขวัญของแบรนด์ที่ว่าด้วยเรื่องความแข็งแกร่ง ในแบบของชาวนิวยอร์ก ในขณะเดียวกันนั้นเอง CORDURA® ก็เปิดตัวโปรดักใหม่ในชื่อ Plus 1000D และ 500D ด้วยคุณสมบัติที่เบายิ่งขึ้น และทนทานมากกว่าเดิมมากขึ้นทุกๆปีจนกลายมาเป็น CORDURA® Classic เนื้อผ้าที่กลายเป็นเหมือนมาตรฐานของสินค้าที่ต้องการความทนทานและยืดหยุ่นเป็นพิเศษ 

 

CORDURA® From Workwear to Streetwear จากผ้าสายลุยสู่เส้นใยแห่งสตรีทแวร์


 

 เมื่อเวลาผ่านมาถึงยุค 90s แบรนด์ Workwear ชั้นนำของยุโรปอย่าง F. Engel, Fristads Kansas, Snickers and Scruffs ก็เริ่มหันมาใช้ผ้า CORDURA® กันมากขึ้น และความสำเร็จสำคัญของ CORDURA® คือการ ร่วมมือเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์ Workwear Outdoor แห่งยุคอย่าง Carhartt ด้วยไลน์การผลิตที่ได้รับความนิยมอย่าง Carhartt Core และ Carhartt Extremes เสื้อผ้าสำหรับการทำงาน และนักเดินทางสายลุย ที่เสริมความแข็งแกร่งทนทาน กับยืดหยุ่นด้วยคุณสมบัติที่เหนือระดับของนวัตกรรม CORDURA® ได้อย่างลงตัว 

CORDURA® กลายเป็นส่วนนึงของวัฒนธรรมที่หลากหลายเช่น สายซิ่ง ด้วยการไปอยู่บนแบรนด์เครื่อง แต่งกายและอุปกรณ์มอเตอร์ไซค์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Klim, Rukka, MotoPort, Rev'It, Olympia, AeroStich, และ Dainese จากนั้นเป็นต้นมา CORDURA® ก็กลายเป็นผ้าชั้นนำที่แบรนด์แฟชั่นต่างๆเลือกใช้

ในปัจจุบันเราสามารถพบเจอ CORDURA® อยู่ในอุปกรณ์และเครื่องแต่งกายแทบจะทุกแบบ ตั้งแต่ กระเป๋า เสื้อนอก รองเท้า ไปจนถึงกางเกงสไตล์ต่างๆ จนไปอยู่ในแบรนด์ตำนานอย่าง Iron Heart, Goldwin, และ The Northface หรือแม้แต่แบรนด์นาฬิากาอย่าง Weiss ก็ใช้สายแคนวาสที่ผสานกับ CORDURA® เพื่อเสริมความเเข็งแรง 

และเมื่อกระแสของแฟชั่นสไตล์ ‘Workwear’ และ ‘Outdoor Gear’ เริ่มกลายเป็นความ Hype ผ่านวัฒนธรรมเพลงฮิปฮอป  แบรนด์ต่างๆก็เริ่มเข้ามาทำการตลาดแฟชั่นแบบ ‘Streetwear’ มากขึ้น ทำให้ในปัจจุบันแบรนด์สตรีทและสปอร์ทแวร์ต่างๆก็หันมาใช้ CORDURA®  เป็นวัสดุกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Nike, Adidas, Supreme, BAPE, Vans, BEAMS และ New Balance เป็นต้น 

ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของ CORDURA® ตามสโลแกน ‘Durable. Versatile. Reliable.’ ที่ว่าด้วยความ ‘คงทน หลากหลาย พึ่งพาได้’ จึงกลายเป็นวัสดุขึ้นหิ้งที่ในปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะสไตล์ไหนก็นำ CORDURA® มาใช้งานกันในแนวทางของตัวเอง



ประเภทต่างๆของผ้า CORDURA®

 

 

 หลายคนคงเคยเห็นตัวอักษร ‘D’ ตามท้ายด้วยตัวเลขจำนวนนึงใช้จำแนกประเภทของ CORDURA® กันมาบ้างแล้ว ซึ่งรู้หรือไม่ว่ามันย่อมาจาก ‘Denier’ ที่เป็นหน่วยย่อใช้อถิบายความหนาของเส้นใยที่ใช้ในการผลิตเนื้อผ้านั้นๆ เช่น CORDURA® Classic อย่าง 500D และ 1000D ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ CORDURA® เลยนั้นนับความหนาแน่นของผ้าตามตัวเลขของ ‘D’ เช่น 500D ก็จะมีนํ้าหนักเบาว่า 1000D เป็นต้น เนื่องจากทั้งสองแบบเป็นรุ่นคลาสสิคทำให้มีตัวเลือกของสีที่เยอะ และเหมาะกับสินค้าหลากหลายรูปแบบ

นอกจาก CORDURA® Classic แล้วยังมีแบบ CORDURA® Mil-Spec​ ย่อมาจาก Military Specifications หรือว่าตรงตามมาตรฐานของกองทัพสหรัฐอเมริกา CORDURA® HP ที่ใช้ Polyester 100% แทนที่จะเป็น Nylon ที่มีคุณสมบัติที่ปริ้นท์ลายและเเพทเทิร์นต่างๆได้สะดวกมากที่สุด CORDURA® Ballistic ที่ออกแบบมาเพื่ออยู่ในเสื้อกันกระสุน ด้วยความยืดหยุ่นและทนทานเป็นพิเศษแต่คงไว้ซึ่งความเบาสบายให้ความคล่องตัว CORDURA® Truelock ที่ล็อคสีผ้าไว้ไม่ให้จางหาย ด้วยเทคโนโลยีกันแสง UV เหนือชั้น หรือจะเป็น  CORDURA® Re/Cor Fabric ที่ผลิตมาจากพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด และใช้กระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การแบ่งประเภทของ CORDURA® ไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้งานเท่านั้น เพราะยังมีการจำแนกโดยวัสดุเช่นกลุ่มที่นำผ้าที่คุ้นเคยกันมาผสานกับนวัตกรรมชั้นเลิศให้กลายเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดเช่น CORDURA® Denim, Wool, Cotton และ Mesh เป็นต้น เพื่อให้สัมผัสและรูปลักษณ์​แบบเดียวกับเนื้อผ้าเหล่านี้ แต่เพิ่มคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของนวัตกรรม CORDURA® อย่างความทนทาน ยืดหยุ่น แข็งแรง และกันนํ้าเข้าไปเพื่อการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น 

แม้ในปัจจุบันผ้า CORDURA® จะมาในจำนวนตัวเลขของ ‘D’ ที่ต่างกันไปเช่น 30D, 600D, 610D, 1650D แต่จำนวน ‘D’ ก็เป็นเพียงแค่การจำแนกความหนาแน่นของเส้นใยผ้าเท่านั้น (ความหนาแน่นที่เหมาะสมต่อการใช้งานประเภทต่างๆ)  ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพแต่อย่างใด 


Carnival CORDURA® 2.0 Collection

 

 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองความสำเร็จมากกว่า 55 ปีในวงการอุปกรณ์และเครื่องแต่งกายต่างๆจากส่วนสำคัญทางการทหารไปจนถึงวัสดุผ้าคู่ใจของคนทำงานและนักเดินทางทั้งหลาย วันนี้เราเดินทางมาถึงวันที่ CORDURA® กลายเป็นแฟชั่น Streetwear / Techwear สุดไฮป์ ทาง Carnival ก็กำลังเปิดตัว CORDURA® 2.0 Collection ‘Day and Night pack’ ที่นำ แรงบันดาลใจแบบ Technical wear ที่เน้นการใช้งานมากับฟังค์ชั่นที่หลากหลาย ในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร 

โดดเด่นด้วยผ้า CORDURA® 610D ที่มีความทนทานสูง ยืดหยุ่น และมีคุณสมบัติในการสะท้อนนํ้าเหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย หัวใจหลักของดีไซน์คือฟังค์ชั่นต่างๆที่ช่วยอำนวยความสะดวก โดยกระเป๋าแต่ละใบจะสามารถนำมา Connect เชื่อมต่อกันเพื่อนำไปใช้งานร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยจะมีไอเทมที่น่าสนใจอย่างเช่น ‘Carnival Utility Tote Bag’ กระเป๋าสไตล์ Tote ที่มาพร้อมสายสะพายท่ีสามารถปรับระดับได้ ตัวสายสะพายยังสามรถเปลี่ยนการใช้งานได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สายสะพายมาพร้อมระบบ Quick release ท่ีช่วยเรื่องการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้านล่างของกระเป๋ามีสายรัดสามารถรัดของได้อเนกประสงค์

แบกของจำเป็นในชีวิตประจำวันง่ายๆไปกับ ‘Carnival Utility Backpack’ มาพร้อมสายรัดที่หน้าอกเพื่อเพิ่มความกระชับเวลาสะพาย ด้านข้างกระเป๋า 2 ข้าง มีช่องที่สามารถใส่ขวดน้ําขนาด 500 ml ได้ ด้านล่าง ของกระเป๋ามีสายรัดสามารถรัดของได้อเนกประสงค์ ขนของจัดเต็มแบบไร้กังวลไปด้วย ‘Carnival Utility Duffle Bag’ ด้านข้างกระเป๋ามีช่องใส่ของที่สะดวกสบาย ที่สามารถรูดปากกระเป๋าได้ มาพร้อมสายสะพายที่เป็น Molle Strap ท้ังเส้นสามารถนําของมาแขวนได้ตามสไตล์ ด้านหน้าของกระเป๋ามีสายรัดสามารถรัดของได้อย่างมั่นใจ

ต่อเนื่องไปด้วย ‘Carnival Utility Waist Bag’ กระเป๋าอเนกประสงค์คาดทั้งเอวและลำตัว สายสะพายมาพร้อมกับระบบ Quick Release ที่ช่วยเรื่องการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน ด้านล่าง ของกระเป๋ามีสายรัดของแบบอิสระ ‘Carnival Utility Crossbody Bag’ กระเป๋าคาดลำตัว ด้านขวาของกระเป๋ามี Molle Strap สามารถนําของมาแขวนได้อเนกประสงค์ สายสะพายมาพร้อมกับระบบ Quick Release ท่ีช่วยเรื่องการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน 

ปิดท้ายด้วย Carnival Utility Sling Bag กระเป๋าคาดด้านหน้ามี Molle Strap สามารถนําของมาแขวนได้อเนกประสงค์ สายสะพายมาพร้อมกับระบบ Quick Release ที่ช่วยเรื่องการใช้งาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีสายรัดด้านข้างที่ช่วยให้การสะพายกระชับมากข้ึน และ Carnival Utility Pouch Bag ตัวกระเป๋ามี Hook ที่สามารถนําไปแขวน กับใบอื่นได้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการใช้งาน

ร่วมกันเป็นเจ้าของ CORDURA® 2.0 Collection ‘Day and Night pack’ เซทกระเป๋าเน้นฟังค์ชั่นสุดพิเศษมากการใช้งานไปด้วยกัน ติดตามรายละเอียดการวางจำหน่ายได้เร็วๆนี้! 



#carnivalbkk #carnivalss23 #cordura

By Carnivalbkk
109 view(s)
10 months ago